หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

จุดยืนแห่งชีวิต (Life position)


                          การที่คนเราได้รับ  Stroke  และประสบการณ์จากบิดามารดาและบุคคลอื่น    ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ในวัยเด็ก  ก็จะเก็บสะสมไว้  และก่อให้เกิดความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองในการติดต่าสัมพันธ์กับผู้อื่น  ซึ่งในทาง  TA  เรียนกว่า  จุดยืนแห่งชีวิต  (Life  Position)  อันหมายถึง  ทัศนคติที่คนเรามีต่อการกระทำของตนเองและคนอื่น  
       “จุดยืนแห่งชีวิต  มี  4  แบบ     โดยปกติคนทุกคนจะมีทุกแบบสลับซับซ้อนกันไปตามสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม  คนบางคนก็มีจุดยืนแบบใดแบบหนึ่งอยู่ตลอดเวลา

1.   I’m  not  OK-You’re  OK.: 

คนที่ประเมินการกระทำของตนเองในลักษณะนี้จะมีความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าและถูกกดดัน  หรือเรียกง่าย    ว่า  รู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย  อันเป็นการตรงกันข้ามกับผู้อื่น
พฤติกรรมของผู้ที่มีความรู้สึกดังกล่าวจะแสดงออกในลักษณะของคนที่ไม่มีความสุข  อิจฉาริษยาผู้อื่น  ไม่มีความมั่นใจในตนเองมองหาความช่วยเหลือจากผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาบางคนจะพยายามหลีกเลี่ยงหรือหนีห่างจากสังคม

2. I’m  OK-You’re  not  OK.:


              คือ  ผู้ที่มีทัศนคติไม่ดีต่อบุคคลอื่น  มองคนอื่นในแง่ร้อย  ไม่เชื่อใจใคร  ดังนั้นพฤติกรรมที่แสดงต่อผู้อื่น      จึงเป็นไปในลักษณะไม่สนใจไม่ให้การยอมรับนับถือ  ไม่ไว้วางใจ  คอยจับผิด  ติเตียนการกระทำของผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะคิดว่าไม่มี
ใครดีมีคุณค่าเท่าตัวเอง

บุคคลประเภทนี้  ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทหรือตำแหน่งใด  ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง   และดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่ไม่มีความสุข  ยิ่งกว่าบุคคลแบบแรก

3.  I’m  not  OK-You’re  not  OK.:

                เป็นความรู้สึกนึกคิดของคนที่สิ้นหวังในชีวิต  คิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า  และในขณะเดียวกันคนอื่น    ก็เป็นเช่นนั้นด้วย  พฤติกรรมของคนที่มีจุดยืนแห่งชีวิตแบบนี้  จะเป็นคนที่ไม่รู้จะทำอย่างไรในปัจจุบันและอนาคต      ไม่มีจุดหมายปลายทางและหากมีความรู้สึกรุนแรงมาก    อาจถึงกับฆ่าคนอื่น  และฆ่าตัวเอง  เพื่อให้พ้นสภาพผิดหวังในความรู้สึกของตน

4.  I’m  OK-You’re  OK.:

         คนที่มีสุขภาพจิตสมบูรณ์  จะมีทัศนคติต่อตนเองและผู้อื่น  แบบนี้กล่าวคือ  ยอมรับการกระทำของคนอื่นในแง่ดี  เป็นคนที่มีความสุขเข้ากับคนอื่นได้ดี  มีความกระตือรือร้น  ไม่หลบหลีกปัญหาของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น         แต่จะกล้าเผชิญกับปัญหาและหาหนทองแก้ไขอย่างมีเหตุมีผล  และอย่างสร้างสรร  บุคคลประเภทนี้จะประสบความสำเร็จในชีวิตที่สุด

      ความรู้เกี่ยวกับ  จุดยืนในชีวิต  (Life  Position)  ทั้ง  4  แบบดังกล่าวข้างต้น   จะให้แนวทางแบบใหม่บางประการที่จะช่วยให้ท่านได้เข้าอกเข้าใจตัวท่านเองและผู้อื่น  เพื่อประโยชน์ในการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลต่าง    อย่างเหมาะสม






วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พื่นที่ในคลิกภาพ


Open   area
    หมายถึง  เป็นส่วนที่เราจะเปิดเผยต่อผู้อื่นมากที่สุด เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลต่าง ๆ ที่เราสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้ นั่นคือเรารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ด้วยความมุ่งหมายใด ในขณะเดียวกันผู้อื่นก็ทราบถึงการกระทำและจุดมุ่งหมายของเราอย่างถูกต้องตรงกัน ส่วนนี้จะแคบในกรณีของคนที่ยังไม่รู้จักกันดีพอ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่รู้จักกันมานานแล้ว 

Blind area
 หมายถึง  เป็นจุดบอดไม่สามารถสังเกตได้เหมือนคนตาบอด




Hidden area
 หมายถึง ส่วนทีเป็นความลับซ่อนอยู่ในพื้นทีขนาดเล็กโดยที่ผู้อื่นนั้นไม่รู้

                     

                                                         



Unknown area

 หมายถึง  ที่ไม่รู้ สิ่งที่ไม่รู้, คนที่ไม่เป็นที่รู้จัก, สัญลักษณ์แทนจำนวนที่ไม่ทราบ



วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปัจจัยทางชีววิทยาส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไร

(1)  ปัจจัยทางชีววิทยาส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไร
                ปัจจัยพื้นฐานสำหรับพฤติกรรมมนุษย์ คือ หลักการ หรือความรู้ซึ่งช่วยให้เข้าใจ พฤติกรรมมนุษย์ ได้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม ที่สำคัญได้แก่ ปัจจัยทางชีวภาพ ซึ่งกล่าวถึง อิทธิพลของพันธุกรรม และ การทำงานของ ระบบประสาท สมอง ต่อมไร้ท่อ และกล้ามเนื้อที่มีต่อ พฤติกรรม ปัจจัยจิตวิทยา ซึ่งกล่าวถึง แรงจูงใจ และ การเรียนรู้ ที่มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรม และปัจจัยทางสังคม ที่กล่าวถึงระบบของสิ่งแวดล้อม กระบวนการสังคมประกิตในครอบครัว และกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรม กระบวนการทำงานของปัจจัยเหล่านี้ทำให้มนุษย์มีความ แตกต่าง ระหว่างบุคคล และอาจแสดงพฤติกรรม ที่แตกต่างกัน ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน
(2)   ปัจจัยทางสังคมวิทยาส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไร
            พื้นฐานทางสังคมวิทยาที่ส่งผลต่อพฤติกรร เน้นที่พฤติกรรมของเอกัตบุคคล คือ พฤติกรรม ของคนคนหนึ่ง ที่ไม่สัมพันธ์กับผู้อื่น แต่มนุษย์เป็น สัตว์สังคม มีความต้องการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และบางกรณีก็จำเป็น ต้องอยู่รวมกัน เป็นกลุ่ม เป็นชุมชน เป็นสังคม กระบวนการของกลุ่ม กระบวนการ ทางสังคม และสิ่งแวดล้อม หรือวัฒนธรรม จึงมีส่วนสำคัญใน การกำหนดลักษณะ พฤติกรรมของมนุษย์ ให้เป็นไปตามสภาพของสังคมได้

อิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

อิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
ความหมายของพันธุกรรม
      พันธุกรรม (Heredity) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ ซึ่งเป็นลักษณะทางด้านชีวภาพทั้งหมดที่สามารถถ่ายทอดได้รวมถึงความบกพร่องของร่างกายบางประการ จากบรรพบุรุษรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งผ่านกระบวนการทางชีววิทยา (Biological Transmission) ภายในร่างกาย โดยอาศัย ยีน (Gene) เป็นตัวนำ
ความสำคัญของยีนต่อพันธุกรรม
           ยีน (Gene) เป็นสารทางชีวเคมีที่ซับซ้อน ที่จะทำหน้าที่บันทึกลักษณะต่าง ๆ ทั้งทางกายและทางจิตใจบางประการเอาไว้ เพื่อทำการถ่ายทอดไปสู่สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ ซึ่งเปรียบเหมือนกับตัวควบคุมพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตให้มีความใกล้เคียงกับบรรพบุรุษและเผ่าพันธุ์ของตน
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะประกอบขึ้นจากส่วนที่เล็กที่สุดของร่างกายที่เรียกว่า เซลล์ (Cell) ภายในเซลล์ทุกเซลล์จะมีนิวเคลียส (Nucleus) อยู่ตรงกลางโดยเฉพาะในเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งจะถูกล้อมรอบไปด้วยไซโตปลาสซึม (Cytoplasm) เส้นใยสั้น ๆ เรียกว่า โครโมโซม (Chromosome) และบนโครโมโซมนี่เองที่ ยีน
ยีนซึ่งเป็นตัวถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
1. ยีนที่มีลักษณะเด่น (Dominant Genes) เป็นยีนที่เมื่อปรากฏคู่กับยีนอีกตัวแล้ว ยีนตัวนี้สามารถแสดงลักษณะทางพันธุกรรมออกมาได้อย่างเด่นชัด
2. ยีนที่มีลักษณะด้อย (Recessive Genes) เป็นยีนที่ไม่แสดงลักษณะทางพันธุกรรมออกมาให้เห็นเมื่อยีนนี้ปรากฏคู่อยู่กับยีนที่มีลักษณะเด่น แต่จะแสดงลักษณะเมื่อประกบคู่กับยีนที่มีลักษณะด้อยเหมือนกันเท่านั้น
ยีน เป็นสารเคมีประเภทนิวคลีอิกแอซิด (Nucleic Acid) ที่มีชื่อเฉพาะ เรียกว่า ดีออกซิไรโบนิวคลีอิกแอซิด (Deoxyribonucleic Acid) หรือที่รู้จักกันในชื่อ DNA โมเลกุลของ DNA จะมีลักษณะการเรียงตัวเป็นสายยาวย่อยๆ 2 สายพันกันเป็นเหมือนเกลียวเชือกที่เวียนซ้ายทอดตัวไปตามความยาวของโครโมโซม ด้วยการพันกันนี้เองทำให้เกิดรหัสข้อมูลทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันออกไปอย่างมากมายมหาศาล ซึ่ง DNA นี้เองยังทำการให้แบบแก่สารที่มีชื่อว่า
ไรโบนิวคลีอิกแอซิด (Ribonucleic Acid) หรือ RNA ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างโปรตีนและเอนไซม์ (Enzymes) ชนิดต่าง ๆ ขึ้นในร่างกาย ทั้งนี้ DNA และ RNA ต่างก็เกาะติดอยู่บนโครโมโซมของในแต่ละเซลล์ การที่สิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกันนั้น ต่างมีสาเหตุมาจากโครงสร้างทางโมเลกุลของ DNA และ RNA ที่แตกต่างกัน
การทำงานของยีนและโครโมโซม
   ถ่ายทอดลักษณะรูปแบบของชีวิตด้วยเพื่อไม่ให้เกิดการข้ามสายของเผ่าพันธุ์ เช่น ต้นหอมมี 16 โครโมโซม ผึ้งมี 32 โครโมโซม หนูมี 40 โครโมโซม มนุษย์มี 46 โครโมโซม เป็นต้น การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโครโมโซมนั้นจะสามารถถ่ายทอดได้โดยการผ่านทางอสุจิของพ่อและทางไข่ของแม่ ซึ่งในแต่ละฝ่ายก็จะประกอบไปด้วยจำนวนโครโมโซมฝ่ายละ 23 โครโมโซม ซึ่งโครโมโซมที่จะจับคู่กันได้นั้นจะต้องมีการทำหน้าที่เดียวกัน (Homologous) เท่านั้น เช่น โครโมโซมของสีผมจากพ่อจะจับคู่ได้กับโครโมโซมสีผมจากแม่เท่านั้น เป็นต้น ดังนั้น โครโมโซมในสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะทำงานในลักษณะที่เป็นคู่กันเสมอ เข่น ต้นหอมมีโครโมโซม 8 คู่ ผึ้งมีโครโมโซม 16 คู่ หนูมีโครโมโซม 20 คู่ มนุษย์มีโครโมโซม 23 คู่ เป็นต้น
โครโมโซมของมนุษย์ 23 คู่นั้น สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท นั่นคือ
1. ออโตโซม (Autosome) ได้แก่ โครโมโซมตั้งแต่คู่ที่ 1-22 ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดลักษณะทางร่างกายทั้งหมด ยกเว้นเพศ
2. เซ็กซ์โครโมโซม (Sex Chromosome) ได้แก่ โครโมโซมคู่ที่ 23 ซึ่งทำหน้าที่กำหนดเพศให้แก่เด็กทารกที่เกิดใหม่